สหรัฐฯ เตรียมระบายน้ำมัน 172 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรอง
สหรัฐฯ เตรียมระบายน้ำมัน 172 ล้านบาร์เรลเพื่อลดราคาที่เพิ่มขึ้นจากสงครามกับอิหร่าน มาตรการนี้จะเริ่มในสัปดาห์หน้าภายใต้ความร่วมมือกับ IEA เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาด
สหรัฐอเมริกา ประกาศแผนการระบายน้ำมันดิบจำนวน 172 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากผลกระทบด้านอุปทานอันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และ อิสราเอล กับ อิหร่าน ตามการเปิดเผยของนายคริส ไรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยการดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงร่วมกับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งมีสมาชิก 32 ประเทศที่เห็นพ้องให้มีการระบายน้ำมันรวม 400 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ตลาดโลกเพื่อบรรเทาภาวะตึงตัวในตลาดพลังงาน

นายไรต์กล่าวว่ากระบวนการระบายน้ำมันจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้าและคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 120 วันในการส่งมอบน้ำมันทั้งหมด ความผันผวนของราคาพลังงานในครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจ รวมถึงบริษัทข้ามชาติอย่าง Colgate-Palmolive Company ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้นตามราคาเชื้อเพลิง
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย นอกจากนี้ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่านยังขู่ว่าจะปิดกั้นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียหากการโจมตีไม่ยุติลง ซึ่งสร้างความกังวลอย่างหนักต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลกและเส้นทางลำเลียงพลังงานหลัก

เมื่อถูกถามถึงเกณฑ์การใช้คลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่ารัฐบาลวอชิงตันจะปรับลดปริมาณสำรองลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานได้เตรียมแผนการรองรับเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวกลับคืนมา
สหรัฐฯ ได้จัดเตรียมแผนการที่จะทดแทนคลังสำรองทางยุทธศาสตร์เหล่านี้ด้วยน้ำมันประมาณ 200 ล้านบาร์เรลภายในปีหน้า
นายไรต์ยืนยันในแถลงการณ์ว่า สหรัฐฯ มีแผนที่จะจัดซื้อน้ำมันกลับเข้าสู่คลังสำรองเพื่อทดแทนส่วนที่ระบายออกไป โดยคาดว่าจะดำเนินการได้ประมาณ 200 ล้านบาร์เรลภายในหนึ่งปีข้างหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะมีความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินท่ามกลางสภาวะภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง










