สหรัฐฯ เผยจ้างงานมีนาคมเพิ่ม 178,000 ตำแหน่ง ว่างงานลดเหลือ 4.3%
การจ้างงานสหรัฐฯ มีนาคมเพิ่มขึ้น 178,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานลดลงสู่ 4.3% แม้มีความกังวลจากสงครามกับอิหร่านและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจ
การจ้างงานในสหรัฐอเมริกา ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเกินความคาดหมายในเดือนมีนาคม โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการสิ้นสุดการประท้วงหยุดงานของกลุ่มพนักงานสาธารณสุขและสภาพอากาศที่เริ่มอบอุ่นขึ้น ส่งผลให้อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.3% อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานยังคงเผชิญกับความเสี่ยงขาลงที่เพิ่มขึ้นจากภาวะสงครามกับอิหร่าน ที่ยังไม่มีแนวโน้มจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมีนาคม พบว่ามีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 178,000 ตำแหน่ง หลังจากที่มีการปรับลดตัวเลขในเดือนกุมภาพันธ์ลงเป็นการลดลง 133,000 ตำแหน่ง ซึ่งตัวเลขล่าสุดนี้สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของรอยเตอร์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 60,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงจากระดับ 4.4% ในเดือนกุมภาพันธ์

แม้ตัวเลขในเดือนมีนาคมจะออกมาดี แต่ตลาดแรงงานยังคงมีความเปราะบางจากความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่อิสราเอล และสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 50% และผลักดันให้ราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกในประเทศทะลุ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ซึ่งปัจจัยนี้จะส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน
นักเศรษฐศาสตร์จาก เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ได้แสดงความกังวลว่าความผันผวนของตัวเลขการจ้างงานอาจเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น โดยระบุว่าแม้การจ้างงานจะเพียงพอที่จะรักษาเสถียรภาพของอัตราการว่างงาน แต่ก็มีโอกาสที่ตัวเลขการจ้างงานรายเดือนจะติดลบได้บ่อยครั้งในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน นอกจากนี้ นโยบายการเนรเทศแรงงานข้ามชาติของรัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้อุปทานแรงงานลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความต้องการสินค้าและบริการ
ในส่วนของนโยบายการเงิน รายงานการจ้างงานที่ฟื้นตัวในเดือนมีนาคมอาจยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่สะท้อนออกมาในระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสูญเสียมูลค่าไปกว่า 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม ขณะที่โอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปีนี้ได้ลดลงอย่างมาก หลังจากที่ได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% ในการประชุมครั้งล่าสุด










