นักลงทุนรายย่อยในสหรัฐแห่ซื้อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปหน่วยความจำหลังความต้องการด้านเอไอพุ่งสูงขึ้นจนสินค้าขาดแคลน
นักลงทุนรายย่อยในสหรัฐเข้าซื้อหุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำอย่างหนักในช่วงต้นปี 2026 โดยคาดการณ์ว่าอุปทานที่ตึงตัวจากความต้องการด้านเอไอจะช่วยหนุนกำไรของบริษัทชิปในระยะยาว
ประเด็นสำคัญ:
นักลงทุนรายย่อยใน สหรัฐ
USกำลังเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือนมกราคม 2026 โดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าภาวะขาดแคลนอุปทานทั่วโลกจะยืดเยื้อต่อไปจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่าข้อจำกัดด้านการผลิตจะช่วยสนับสนุนราคาและผลกำไรของผู้ผลิตชิปในระยะหลายปี โดยเฉพาะหุ้นของ SanDisk ที่พุ่งสูงขึ้นประมาณ 65% ในปี 2026 และมีเงินทุนไหลเข้าจากรายย่อยมากกว่า 7.1 ล้านดอลลาร์ในวันจันทร์เพียงวันเดียว ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในหนึ่งวัน นอกจากนี้ ราคาหุ้นของ SanDisk ยังปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 10 เท่า นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 และปัจจุบันยังเป็นหุ้นที่ถือครองมากที่สุดในกองทุน Roundhill Meme Stock ETF กระแสการลงทุนนี้มีความชัดเจนอย่างมากในกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้อง โดยในช่วงสองสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม Western Digital Corporation มีเงินทุนไหลเข้าเกือบ 10 ล้านดอลลาร์ และกำลังมุ่งสู่การสร้างสถิติรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 ในขณะที่ Seagate Technology Holdings plc มีเงินทุนไหลเข้ามากกว่า 2.1 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นปี 2026 สถิติดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องจากปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่นักลงทุนรายย่อยใน สหรัฐเข้าลงทุนในหุ้น SanDisk, Western Digital Corporationและ Seagate Technology Holdings plcรวมกันเป็นมูลค่ากว่า 117.2 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นปีที่มียอดเงินทุนไหลเข้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ทางด้าน Micron Technology Inc. ซึ่งเป็นหนึ่งในสามยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำของโลก มีราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 18% ในปี 2026 หลังจากที่เคยพุ่งสูงขึ้นถึง 240% ในปี 2025 โดยในปัจจุบัน Micron Technology Inc.ร่วมกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Samsung Electronics Co., Ltd. และ SK Hynix Inc. กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ความต้องการชิปจากภาคส่วนโครงสร้างพื้นฐานเอไอพุ่งสูงขึ้นอย่างมากจนทำให้บริษัทต่างๆ ต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงสินค้า







