IMF ชี้ราคาพลังงานจากสงครามอิหร่านอาจฉุด GDP โลกและเร่งเงินเฟ้อ
IMF เตือนราคาพลังงานจากสงครามอิหร่านอาจฉุด GDP โลกและเร่งเงินเฟ้อ โดยราคาน้ำมันที่สูงเกิน 100 ดอลลาร์จะกระทบเศรษฐกิจและเตรียมปรับคาดการณ์ใหม่ในช่วงกลางเดือนเมษายน
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่ากำลังติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งใน อิหร่าน อย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนว่าการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานที่ยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ทั้งในด้านการกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อและการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
Julie Kozack โฆษกของ IMF ระบุว่าความขัดแย้งดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทางทะเลอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบริษัทที่เกี่ยวข้องในภาคบริการพลังงานอย่าง Natural Gas Services Group, Inc. อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดในระยะยาว ขณะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นกว่า 50% จนแตะระดับเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีการร้องขอเงินทุนฉุกเฉินอย่างเป็นทางการ แต่ IMF ยืนยันว่าพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกตามความจำเป็น โดยเจ้าหน้าที่กำลังประสานงานกับรัฐมนตรีคลังและธนาคารกลางอย่างแข็งขัน นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาพลังงานและวัสดุหล่อลื่นอย่าง Oiles Corporation อาจต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นหากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป
"ผลกระทบโดยรวมของสงครามจะขึ้นอยู่กับระยะเวลา ความรุนแรง และขอบเขตของความขัดแย้ง"
IMF เตรียมรวมผลกระทบจากสงครามครั้งนี้ไว้ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับปรับปรุงที่จะเผยแพร่ในช่วงกลางเดือนเมษายน โดยมีกฎพื้นฐานว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นทุกๆ 10% และทรงตัวอยู่ในระดับนั้นเป็นเวลาหนึ่งปี จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้น 40 จุดพื้นฐาน (basis points) และทำให้ผลผลิตมวลรวมลดลงประมาณ 0.1% ถึง 0.2% หากราคาน้ำมันยังคงสูงกว่า 100 ดอลลาร์เป็นเวลาหนึ่งปี จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราเงินเฟ้อและผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลก
ธนาคารกลางทั่วโลกควรเฝ้าระวังผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณาว่าอัตราเงินเฟ้อได้ขยายวงกว้างเกินกว่าภาคพลังงานหรือไม่ ในขณะที่การประเมินเบื้องต้นของ IMF ชี้ให้เห็นว่าสงครามจะทำให้การเติบโตในกลุ่มประเทศสภาความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ (GCC) อ่อนแอลง ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถในการกลับมาส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นสำคัญ











