แคนาดาคาดความต้องการไฟฟ้าและก๊าซจะเพิ่มขึ้นภายในปี 2050
แคนาดาคาดความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 ถึง 85 ภายในปี 2050 จากการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและ AI พร้อมประเมินว่าการผลิตก๊าซธรรมชาติจะเติบโตเพื่อรองรับการส่งออก LNG
หน่วยงานกำกับดูแลพลังงานของ แคนาดา (Canada Energy Regulator - CER) เปิดเผยรายงานแนวโน้มพลังงานระยะยาวว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าและการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศจะเร่งตัวขึ้นอย่างมากภายในปี 2050 โดยรายงานได้วิเคราะห์สถานการณ์จำลองที่หลากหลาย ตั้งแต่กรณีฐานที่อิงตามนโยบายปัจจุบันของรัฐบาลไปจนถึงสถานการณ์ที่มีการดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเข้มงวดในอนาคต จากการวิเคราะห์พบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าจะขยายตัวระหว่าง 26% ถึง 85% ในช่วงปี 2023 ถึง 2050 ซึ่งปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้มาจากความนิยมของยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและความต้องการพลังงานจากศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ ในส่วนของก๊าซธรรมชาติ รายงานระบุว่าการผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกสถานการณ์จำลอง โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 18.3 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในปี 2024 เป็นระดับระหว่าง 21 พันล้านถึง 32 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันภายในปี 2050 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคาก๊าซและปริมาณการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งการขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซในลักษณะนี้อาจส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทผู้ให้บริการอย่าง Natural Gas Services Group, Inc. สำหรับการผลิตน้ำมันดิบของประเทศนั้นมีความผันผวนตามสถานการณ์จำลองที่แตกต่างกัน โดยภายในปี 2050 ปริมาณการผลิตอาจอยู่ที่ระดับต่ำสุด 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรืออาจพุ่งสูงถึง 6.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับระดับการผลิตที่ 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2024 > หน่วยงานกำกับดูแลระบุว่าการผลิตน้ำมันดิบอาจลดลงหากแคนาดาดำเนินนโยบายที่มุ่งเป้าไปที่การบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ที่ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง การผลิตน้ำมันดิบจะยังคงขยายตัวต่อไป เว้นแต่จะมีการบังคับใช้มาตรการทางสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดเพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษอย่างจริงจัง







